ตรัง,อันดามัน,ชายฝั่งอันดามัน,เที่ยวตรัง

Andaman relax time

Ads

Andadugong. ขับเคลื่อนโดย Blogger.

โพสต์แนะนำ

ลักษณะเปลือกโลกใต้ท้องทะเล

  ใต้พื้นทะเลอันดามันนั้นเป็นรอยต่อเขตแดนของแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่สองแผ่นนั่นคือ แผ่นพม่าและจาซันดาซึ่งเชื่อกันว่าแผ่นเปลือกโลกสองแผ่นนี้แต่...

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

Blog Archive

ดูรีวิวจังหวัดตรัง

11 มิ.ย. 2555

ติดตามเรื่องพลังงานไทยที่เราอยากรู้ผ่านผู้จัดการออนไลน์

“ม.ล.กรกสิวัฒน์” เปิดหลักฐาน ไทยมีแหล่งพลังงานจำนวนมหาศาล ผลิตก๊าซธรรมชาติติดอันดับ 24 ของโลก แซงหน้าหลายประเทศในโอเปก แต่คนในชาติกลับต้องใช้น้ำมันแพงกว่าประเทศอื่น ซัดอย่าอ้างราคาตลาดโลก เพราะถูกลงจากปี 51 มาก แต่ขายหน้าปั๊มกลับไม่ต่าง จี้แก้กฎหมายเปิดแข่งเสรี-เพิ่มส่วนแบ่งรายได้เข้ารัฐ ด้าน “ผศ.ประสาท” แฉ ปตท.โกง 2 ต่อ ปล้นค่าภาคหลวง ชี้คนไทยกำลังถูกล้างสมองให้เชื่อง


วันที่ 4 เม.ย. เมื่อเวลา 20.30 น. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา และ ผศ.ประสาท มีแต้ม นักวิชาการด้านพลังงาน ร่วมเปิดโปงขบวนการปล้นน้ำมันและพลังงานชาติ ในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV โดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ



ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวว่า อยากฝากถึงรัฐบาล ตนไม่ได้มีหน้าที่มาหาคนผิดในเรื่องนี้ แต่อยากหาคนมาทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ประเด็นที่ถกเถียงกันมากคือ ประเทศไทยมีพลังงานหรือเปล่า โดยมล.กรกสิวัฒน์ ได้แจงเป็นเป็นประเด็นๆ พร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ดังนี้



- จากข่าวปีที่แล้ว รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นอธิบดีแล้ว ท่านบอกว่าในอีสานมีก๊าซธรรมชาติสูงมาก และศักยภาพอาจจะมีมากกว่าซาอุดิอาระเบียด้วยซ้ำ อีสานมีพื้นที่ทั้งหมดราว 1.7 แสน ตร.กม.เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพปิโตรเลียมถึง 1 แสน ตร.กม. จำนวนน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่น้ำพอง (ขอนแก่น) และภูฮ่อม (อุดรฯ) ที่มีการขุดอยู่แล้วทุกวันนี้ แต่ละวันมีก๊าซขึ้นมา ถึง 2.67 ล้านลิตร หรือเกือบ 1 พันล้านลิตรต่อปี



ข่าวพบบ่อน้ำมันที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เมื่อมกราคมที่ผ่านมา ตอนนี้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มแตกกันแล้ว บางกลุ่มอยากให้ขุดเจาะ เพราะถูกหลอกว่าถ้าเอาขึ้นมาจะได้ใช้น้ำมันถูกลง แต่จริงๆแล้วน้ำมันที่ขุดได้ก็ต้องส่งไปที่โรงกลั่น ซึ่งพอโรงกลั่นขายกลับมาก็ขายให้เท่ากับราคานำเข้า บางกลุ่มไม่อยากให้ขุดเจาะเพราะเห็นแล้วว่าชาวบ้านที่น้ำพองไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเลย บางคนก็ต้องการขายพื้นที่ให้ได้ราคา แต่ความจริงในการขุดเจาะไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อชาวบ้านจึงสำคัญ จะทำให้ความขัดแย้งน้อยลง ที่สำคัญต้องบอกด้วยว่าคนอีสานจะได้อะไรจากการขุดเจาะ



- แอ่งสะสมตะกอนอินทรีย์ที่สามารถขุดเจาะเป็นปิโตรเลียมได้ ภาคเหนือ-อีสาน เต็มไปด้วยแอ่งนี้ สุโขทัย กำแพงเพชร มีแอ่งที่ใหญ่มาก แต่เอกสารนี้กลับมีแต่ระบุเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเอาไปเสนอให้ต่างชาติเข้ามาทำการสำรวจ ซึ่งในต่างประเทศจะเปิดเผยในภาษาท้องถิ่นให้คนรับทราบว่าท่านมีทรัพย์สมบัติอะไร เปิดเว็บให้คนเข้ามาเขียนแสดงความคิดเห็นด้วย



- ภาพแปลงพื้นที่ที่ให้คนเข้ามาประมูลขุดเจาะน้ำมัน จะเห็นว่ามีแปลงสัมปทานอยู่ทั่วอีสาน แต่วันนี้คนอีสานทราบหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ ในแง่ธรรมาภิบาล รํฐควรแจ้งให้ประชาชนทราบ หรือแม้แต่คนไทยทุกคนควรรู้ว่าเกิดไรขึ้น อย่างเวลาเห็นการสำรวจปิโตรเลียม ชาวบ้านยังคิดว่ามาขุดถนนเลย



- อันดับโลกที่อเมริกาจัดอันดับให้ไทยของ EIA (Energy Information Administration) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก ในการผลิตก๊าซธรรมชาติ เราชนะประเทศในกลุ่มโอเปก อย่างไนจีเรีย เวเนซุเอลา ลิเบีย คูเวต อิรัก บรูไน โบลิเวีย ตรงนี้กระทรวงพลังงานมักพูดว่าแต่ใต้ดินเรามีน้อย ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าใต้ดินจะมีเยอะหรือน้อย นอกจากจะทำการขุดเจาะ แต่กระทรวงพลังงานบอกว่าจะไม่ทำเอง เพราะไม่มีงบประมาณ แต่ตนคิดว่าแบ่งงบมาทำตรงนี้สักนิดจะมีประโยชน์มหาศาล อันดับเราไม่ได้ขี้เหร่ นี่คือปริมาณปิโตรเลียมที่ขึ้นมาต่อวัน จับต้องได้จริง ส่วนที่อยู่ในดิน เมื่อ 20 ปีก่อน ก็บอกว่าเหลือใช้ได้อีก 25-30 ปี ถึงตอนนี้ก็ยังบอกว่าเหลือใช้อีก 25-30 ปี เรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ความลึก แล้วก็แปลงพื้นที่ที่เปิดให้สำรวจด้วย



- ข้อมูลจาก CIA (Cental Intelligence Agency) The World Factbook ระบุว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 25 ของโลกในการผลิตก๊าซธรรมชาติ



- เอกสารของกระทรวงพลังงานเอง เมื่อมกราคม 2555 ระบุว่า ไทยขุดเจาะปิโตรเลียมได้แล้ววันละเกือบ 9 แสนบาร์เรล หรือประมาณ 142 ล้านลิตร แบบนี้จะบอกไม่มีไม่ได้



- แหล่งพลังงานบนบกมีทั่วประเทศ ที่ใหญ่ๆ เช่น กำแพงเพชรขุดขึ้นมาวันละ 54 ล้านลิตร หรือปีละ 2 พันล้านลิตร เพชรบูรณ์วันละ 2.5 แสนลิตร สุพรรณบุรี 2.5 แสนลิตร เชียงใหม่เกือบ 1.7 แสนลิตร ส่วนในทะเล แหล่งใหญ่ๆอย่างบงกชขุดขึ้นมาวันละ 28 ล้านลิตร



ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลประโยชน์ของปิโตรเลียม แบ่งเป็น 3 ตัวด้วยกัน คือ ค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งกำไร และภาษี ทุกประเทศมีส่วนแบ่งกำไรเหมือนกันหมด แต่ไทยไม่เก็บตรงนี้ ค่าภาคหลวงจะใกล้เคียงกัน ส่วนภาษีจากกำไร พม่า 30% กัมพูชา 30% ไทย 50% แต่จริงๆแล้วอย่าดูแยกส่วน ต้องดู 3 ตัวรวมกัน อยากให้ดูว่าสิ่งที่รัฐได้รับสุทธิกับการเอาทรัพยากรออกไปจากแผ่นดิน จะเห็นว่าเราแตกต่างจากกัมพูชาและพม่า เพราะเมื่อหักโน่นหักนี่แล้วของไทยได้จริงแค่ 29%



ดูที่ประเทศอื่น อย่างโบลิเวียเอา 82 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากก๊าซธรรมชาติ โดยโบลิเวียผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในอันดับ 33 ของโลก คาซัคสถาน ได้ส่วนแบ่ง 80 เปอรเซ็นต์ของปริมาณน้ำมันที่ขุดเจาะได้ อาบูดาบี แบ่งกำไรให้บริษัทขุดเจาะไม่เกิน 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัสเซีย 90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในส่วนที่ราคาน้ำมันสูงกว่า 25 ดอลลาร์ ซึ่งมันเกินอยู่แล้ว



“อีโว โมลาเลส ประธานาธิบดีโบลิเวีย ได้พูดถึงเกี่ยวกับการบริหารปิโตรเลียมของประเทศ หลังจากเปลี่ยนการเก็บรายได้เข้ารัฐจากเดิม 50-50 มาเป็นเก็บ 82 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลเดิมได้รายได้ 3 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มมาเป็น 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ประเทศเกินดุล ก้าวหน้าไปมาก ต้องบอกว่าหลังน้ำมันราคาเพิ่ม ทุกประเทศแก้กฎหมายให้เอาเงินเข้ารัฐมากขึ้น แต่ประเทศไทยไม่มีเลย ทำไม่ได้หรือ เพื่อผลประโยชน์จะได้ตกกับประเทศเพิ่มขึ้น พม่ามาหลังเรา แต่ส่วนแบ่งเข้ารัฐได้มากกว่า เขมรก็ได้มากกว่า แล้วเขมรมีแหล่งขุดเจาะแห่งเดียวกับไทย คืออ่าวไทย จะมาอ้างว่าไทยขุดเจาะยากได้อย่างไร” ม.ล.กรกสิวัฒน์ระบุ



ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวต่อว่า ตัวเลขเมื่อปี 2551 ไทยส่งออกปิโตรเลียม ทั้งน้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว รวมทั้งหมดเกือบ 3 แสนล้านบาท หรือประมาณ 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าข้าวและยางพารา อย่างไรก็ดี มีคนโต้แย้งว่า ปี 2554 ยางพาราแซงแล้ว แต่ประเด็นตนไม่ได้เถียงเรื่องอันดับ แต่ประเด็นคือหลายคนยังไม่รู้เลยว่าเราส่งออกปิโตรเลียม แล้วใครเป็นผู้นำเข้าน้ำมันจากไทย ในเว็บของ Census Bureau (www.census.gov)เป็นหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ที่อเมริกา ก็มีตัวเลขชัดเจน ระบุว่า สหรัฐนำเข้าจากประเทศไทย ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป LPG เพิ่มขึ้นมาตลอด น้ำมันดิบมากถึงประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังมีรายงานปี 2012 สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศไทย 1.204 ล้านดอลลาร์

ราคาน้ำมันในประเทศ ที่รัฐบาลพูดว่าเพราะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่ม ช่วงสั้นเพิ่มขึ้นจริง แต่ขณะนี้เมื่อเทียบกับปี 2551 ตอนนั้นราคาตลาดโลกสูงไปถึง 145 เหรียญสหรัฐ แต่วันนี้อยู่ที่ 103.69 เหรียญสหรัฐ หรือก็คือประมาณ 20 บาทต่อลิตรเท่านั้นเอง

เปรียบเทียบราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ปี 51 กับปัจจุบัน ของเวสต์เทกซัส ตอนปี 51 (145 ดอลลาร์) ปี 55 (105 ดอลลาร์) เบรนท์ทะเลเหนือตอนนี้อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ ก็ประมาณ 23 บาท แต่ขายให้เราราคาหน้าปั๊ม 42-43 บาท

ต้นทุนน้ำมันดิบ ปี 51 อยู่ที่ 30.03 บาทต่อลิตร ขายเบนซิน 91 ราคาหน้าปั๊มที่ 42.5 บาทเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ต้นทุนน้ำมันดิบ 20.14 บาท ถูกกว่าประมาณ 10 บาท แต่ขายหน้าปั๊มพอๆ กับตอนปี 51 เลย ทั้งที่มันไม่ได้แพงเท่าปี 51 แบบนี้มันน่าจะเป็นเรื่องนโยบายพลังงานมากกว่า ที่ทำให้คนไทยใช้น้ำมันแพง

ต่อมาราคาน้ำมันเบนซินของไทยประมาณ 42.58 บาท สหรัฐฯ ประมาณ 28-33 บาท ทั้งๆ ที่เราส่งออกไปที่อเมริกา สหรัฐฯ มีการแข่งขันเสรี ไม่มีการอุดหนุนโดยรัฐ แต่มีแข่งขันกันหลายเจ้า นี่คือผลของการแข่งขัน ถ้าไทยมีการแข่งขันที่สมบูรณ์ราคาไม่น่าจะหนีจากกันเท่าไหร่

อีกอันคือ ข้อมูลเมื่อ 12 มีนาคม 55 เบนซิน 95 ไทยขายอยู่ที่ 44.86 บาท มาเลเซีย 19 บาท อินโดนีเซีย 31.70 บาท พม่า 24 บาท สรุปไทยแพงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวต่อว่า ราคาก๊าซธรรมชาติ NGV ในไทย 15.50 บาท อเมริกา 2.61 บาท (ราคาขายส่ง) โดยไทยบอกว่านี่เป็นต้นทุนที่แท้จริง ตนต้องบอกว่าในกลไกตลาดเขาไม่ใช้ต้นทุนที่แท้จริงกัน เพราะต้นทุนของคนหนึ่งอาจไม่เท่ากับอีกคนหนึ่ง เพราะหากบริษัทพลังงานบริหารจัดการไม่ดี ต้นทุนก็อาจสูงได้ อันนี้มันขัดแย้งกับกลไกตลาดเสรี อีกทั้งภาพรวมราคาก๊าซตลาดโลก ลดลงมาตลอด แล้วบอกใช้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่เหมาะสมแล้ว

มาที่เรื่องคุณภาพของ NGV มีการใส่คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งกรณีนี้พบว่า มาตรฐานสากลให้ใส่คาร์บอนไดออกไซด์ที่ 0-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ไทยโดยกระทรวงพลังงานประกาศให้ใส่ได้มากถึง 18 เปอเซ็นต์ ตรงกันข้ามกับมาตรฐานสากลหมดเลย แล้วเมื่อรวมก๊าซอื่นด้วย มาตรฐานสากลให้ใส่ไม่เกิน 4.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนไทย 19 เปอร์เซ็นต์ ค่าความร้อนที่ใส่เข้าไปเพื่อให้ค่าความร้อนลดลง อเมริกาหรือต่างประเทศตั้งไว้ 48-52 แต่ของไทย 37-42 ไม่ตรงตามมาตรฐานสากลสักอย่าง

น้ำมันในอ่าวไทยเป็นเกรดที่แพงสุดในโลก เบา กลั่นง่าย มลพิษต่ำ เป็นที่ต้องการของประเทศพัฒนา เราส่งออกไปที่อเมริกา เมื่อส่งออกไปแล้ว พลังงานขาดแคลน ก็ไปนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำมะถันสูง พอต้องกำจัดกำมะถัน ก็ไปขอค่าใช้จ่ายจากกองทุนเชื้อเพลง เท่ากับว่าเอาของดีส่งออก แต่เอาของเสียเข้ามาในประเทศ แล้วยังต้องเสียเงินเพิ่มอีก

ส่วนกรณีที่อ้างว่าไทยนำเข้าน้ำมันเยอะ พบว่าวันนี้โรงกลั่นในไทยมีกำลังกลั่นล้นเกิน ฉะนั้นก็มีการนำเข้ามากลั่นเพื่อส่งออก แล้วจะมานับว่าเป็นความต้องการของคนไทยไม่ได้ อย่ามาหาว่านำเข้าเยอะ

ด้าน ผศ.ประสาท กล่าวว่า คนไทยถูกล้างสมองหลายเรื่อง ทำให้เชื่อว่าไทยไม่มีน้ำมัน เรื่องน้ำมันต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นทำชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ทำให้เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นแค่การเลือกตั้ง แต่มีการผูกขาดอะไรอยู่มากมาย ถูกทำให้เชื่อว่าโลกไม่มีพรหมแดน ไม่สนใจเรื่องความสุข สนใจแต่เทคโนโลยี พอเชื่องแล้วก็ลงมือปล้นทรัพยากรธรรมชาติ และปล้นแนวคิดด้วย บังคับให้ใช้พลังงานที่เขาผูกขาดได้ พอจะดิ้นไปทางอื่นเขาก็ไม่ยอม

ผศ.ประสาทกล่าวอีกว่า มีข้อมูลก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและพม่า ตนได้มาเมื่อ 10 กว่าปีแล้ว พบว่าราคาก๊าซในอ่าวไทยประมาณ 10.25 สตางค์ต่อลูกบาศก์ฟุต ซื้อมาจากพม่า 16.05 สตางค์ต่อลูกบาศก์ฟุต คิดทั้งโครงการ 40 ปี ตกที่ 4.5 แสนล้านบาท แปลว่าคนไทยซื้อก๊าซจากพม่าแพงกว่าจากอ่าวไทย ตนก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น พม่าอาจเสียค่าท่อก๊าซแต่หักแล้วก็ยังต่างกันมากอยู่

ก็พบความจริงว่า ปตท.ไปตั้งบริษัทลูกขึ้นมา เพื่อรับซื้อก๊าซจากปากหลุมของไทยในราคาที่ถูกกว่าซื้อจากพม่า จากข้อมูลของ น.ส.รสนา ว่าราคาก๊าซอ่าวไทยอยู่ที่ 40-60 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก คำถามคือทำไมขายให้ไทยต่ำ เขาขายให้บริษัทลูกของเขาเองเพื่อไปกดค่าภาคหลวง ซึ่งอัตรา 12.5 เปอร์เซ็นต์ ต่ำที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่ไปกดให้ต่ำลงไปอีก ซื้อขายกันที่ปากหลุมในราคาถูกๆ สมมุติซื้อขายกันที่100 เสียค่าภาคหลวง 12.5 บาท แต่ถ้าขาย 50 เสียแค่ 6 บาท ก็จะถูกลงไปอีก มันโกง 2 ต่อ นอกจากโกงภาคหลวงให้ต่ำแล้ว ยังโกงราคาหน้าปากหลุมให้ต่ำ เพื่อจ่ายค่าภาคหลวงต่ำๆ เพื่อขายให้บริษัทแม่ และบริษัทแม่ก็ได้กำไรมากๆ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการปิโตเลียมแห่งประเทศไทย พบว่า ปตท.ขายน้ำมันให้เอกชนอื่นถูกกว่าขายให้ กฟผ. สรุป กฟผ.ต้องซื้อก๊าซในราคาที่แพงกว่าเอกชนตกแล้ว 1.25 หมื่นล้านต่อปี แล้วภาระนี้ก็ตกที่ประชาชน ต้องจ่ายค้าไฟแพงขึ้น

นอกจากนั้น ไทยมีปั๊มน้ำมันสูงเป็น 2 เท่าของอังกฤษ แต่น้ำมันที่เราใช้กันเพียง 1 ใน 3 ของอังกฤษ มากกว่าที่ควรจะเป็น 5-6 เท่า แต่ละปั๊มมันเลยเจ๊งอยู่ไม่ได้ ค่าการตลาดที่ได้ก็น้อย ที่น่าเกลียดคือปั๊มให้แข่งกันเสรี แต่โรงกลั่นกลับผูกขาด ปั๊มเจ๊ง โรงกลั่นรวย อีกทั้งค่าการกลั่นของไทยสูงกว่ายุโรป และสิงคโปร์ถึง 2 เท่า

เส้นทางน้ำมันดิบในปี 51 ไล่มา ส่งออกในราคาที่ถูกกว่าขายให้คนไทย 1 บาทต่อลิตร ทั้งนี้เทคโนโลยีในการขุดเจาะก้าวหน้ามาก ต้นทุนถูกลงเยอะในขณะที่สามารถขุดเจาะได้จำนวนมากขึ้น แต่ค่าภาคหลวงกลับไม่ขึ้นเลย

ที่มาของบทความ http://mgr.manager.co.th/Politics

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น